หน้าเว็บ

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วันเข้าพรรษา ปี พ.ศ.๒๕๕๕

วันเข้าพรรษา  เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา....คำว่า "เข้าพรรษา"  แปลว่า  "พักฝน"  หมายถึง  พระภิกษุสงฆ์จะต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งในช่วงฤดูฝน  เพราะเหตุว่าในสมัยพุทธกาล พระภิกษุสงฆ์มีหน้าที่จะต้องจารืกเพื่อโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์แก่ประชาชนในสถานที่ต่าง ๆ  จึงไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้กระทั่งในฤดูฝน.....ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่น ๆ ของชาวนาจนเสียหาย  พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด ๓ เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มต้ังแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘  ของทุกปี  เรียกว่า "ปุริมพรรษา"

กรณีที่ปีใดมีเดือน ๘ สองหน  ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม ๑ ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑  เรียกว่า "ปัจฉิมพรรษา"  เว้นแต่ว่ามีกิจธุระจำเป็น และเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในวันเดียวกัน  พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้  คราวหนึ่งไม่เกิน ๗ คืน  เรียกว่ "สัตตาพะ"  หากเกินกำหนดนี้ ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์จากการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด

ข้อยกเว้นสำหรับให้ภิกษุสงฆ์จำพรรษาที่อื่นได้  โดยไม่ถือเป็นการขาดพรรษา เว้นแต่เกิน ๗ วัน  ได้แก่

๑. การไปรักษาพยาบาลภิกษุ หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย
๒. การไประงับภิกษุสามเณร ที่อยากจะสึก มิให้สึกได้
๓. การไปเพื่อธุระของคณะสงฆ์  เช่น การไปหาอุปกรณ์เพื่อซ่อมแซมกุฏิที่ชำรุด
๔. หากมีทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขาได้

นอกจากที่กล่าวมานี้ หากระหว่างการเดินทางตรงกับวันหยุดเข้าพรรษาพอดี  พระภิกษุสงฆ์เดินทางมาทันถึงในหมู่บ้าน หรือในเมืองก็หาที่พักได้ตามสมควร  แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม  ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากมาก จึงได้ช่วยกันปลูกเพิงที่พัก เพื่อให้ท่านอาศัยพักฝนหรือพักแรม รวมกันหลาย ๆ องค์  ที่พักนี้เรียกว่า "วิหาร"  แปลว่า  ที่อยู่สงฆ์........เมื่อหมดฤดูฝนแล้ว พระสงฆ์ท่านก็ออกทำกิจของท่านตามปกติ  พอถึงหน้าฝนอีกท่านก็กลับมาพักที่วิหารได้อีก เพราะสะดวกกว่าอยู่โคนไม้  แต่บางท่านก็อยู่ประจำเลย  บางทีก็มีเศรษฐีใจบุญมีจิตศรัทธาเสื่อมใสในพระพุทธศาสนา  สร้างที่พักในที่สงบที่ไม่ห่างไกลชุมชนมากถวาย ที่พักนี้เรียกว่า "อาราม"  เพื่อให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นในปัจจุบันนี้

ในวันก่อนเข้าพรรษา ชาวบ้านก็จะพากันไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ  ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่น ๆ เมื่อถึงวันเข้าพรรษา ก็มีการบำเพ็ญกุศลด้วยการทำบุญตักบาตร ถวายเครื่องสักการะบูชา  และของใช้ที่จำเป็นแด่พระสงฆ์ มีการฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีลกันที่วัดด้วย  บางคนก็มีการอธิษฐานจิตงดเว้นอบายมุขทั้งหลายตลอดพรรษา บางคนก็บวชจำพรรษาเพื่อศึกษาพระธรรมเป็นกรณีพิเศษ เพราะมีความเชื่อกันว่า การบำเพ็ญกุศลเป็นพิเศษในช่วยเข้าพรรษานี้ มีอานิสงส์มาก

นอกจากนี้แล้ว ยังมีประเพณีที่สำคัญที่ได้กระทำสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนนี้ คือ "ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา"  ซึ่งจะกระทำกันเมื่อใกล้จะถึงฤดูเข้าพรรษา  การหล่อเทียนเข้าพรรษานี้กระทำกันทุกปี  เพราะว่าในระยะเข้าพรรษาพระภิกษุสงฆ์ จะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้า-เย็น และในการนี้ก็จะต้องมีธูป เทียนจุดบูชาพระรัตนตรัยด้วย  ดังนั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงได้มีการหล่อเทียนเข้าพรรษาถวาย  เพราะมีความเชื่อกันว่า การให้ทานด้วยเทียนซึ่งให้แสงสว่าง จะมีอานิสงส์ทำให้เพิ่มพูนด้านปัญญายิ่งขึ้น  ก่อนที่จะนำเทียนเข้าพรรษาไปถวายวัด ก็จะมีการแห่เทียนกันอย่างใหญ่โต บางแห่งมีการประกวดความงามของเทียนด้วย หลังจากแห่ให้คนได้ชมความงามของเทียนแล้ว ก็มีการแห่เทียนรอบโบสถ์ ๓ รอบแล้วจึงนำไปถวายวัด

ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ นี้ "วันเข้าพรรษา"  ตรงกับวันศุกร์ที่ ๓ สิงหาคม  ในวันนี้  ทางสถานที่ราชการ  หน่วยงานต่าง ๆ และโรงเรียนต่าง ๆ  หยุด ๑ วัน เพื่อให้ประชาชนได้ไปบำเพ็ญบุญกุศลกันที่วัด เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวด้วย.


                                                 
                                                    ขออนุโมทนาบุญค่ะ

                                        ..................................................



                                               









วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วันอาสาฬหบูชา ปี พ.ศ.๒๕๕๕





ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด้จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
  
ทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ของทุกปี เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง เรียกว่า "วันอาสาฬหบูชา" ซึ่งในปีนี้ ตรงกับวันที่ ๒ สิงหาคม

คำว่า "อาสาฬหบูชา"  เป็นภาษาบาลี มีความหมายดังนี้  "อาสาฬห" แปลว่า เดือน ๘  ทางจันทรคติ......คำว่า  "บูชา"  แปลว่า การบูชา  เมื่อรวมเป็นคำเดียวมีความหมายว่า การบูชาในเดือน ๘  หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน ๘ ของพระพุทธศาสนา

วันอาสาฬหบูชา คือ วันที่พระสมัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก  หลังตรัสรู้ได้ ๒ เดือน พระองค์ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา โปรดพระปัญจวัคคีทั้ง ๕  ได้แก่  พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ  พระภัททิยะ  พระมหานาม  และพระอัสสชิ  ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ......ในครั้งนั้น พระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุธรรมและได้ขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา  จึงถือเป็นวันสำคัญยิ่งในวันนั้น เพราะได้มีพระรัตนตรัยครอบองค์สามครั้งแรกในโลกเกิดขึ้น ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เหตุการณ์ยิ่งใหญ่นี้ได้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี

พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีทั้ง ๕ นั้น  เรียกว่า "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม ซึ่งหลังจากปฐมเทศนาจบลงแล้ว  พระอัญญาโญฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม  บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุุคคลขั้นแรก คือ พระโสดาบัน และได้ขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา  การอุปสมบทในครั้งนั้น เป็นการบวชด้วยวิธี "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงประทานอุปสมบทให้ พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้เป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา และในกาลต่อมา พระวัปปะ  พระภัททิยะ  พระมหานามะ  และพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และได้อุปสมบททุกท่านตามลำดับ

หัวใจสำคัญของการปฐมเทศนา มีสาระธรรมที่สำคัญ ๒ ประการ คือ

๑. ทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา  หมายถึงข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายได้  และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงยกตัวอย่างทางที่ไม่ใช่สายกลาง หมายถึงทางสุดโต่ง ๒ ทาง ได้แก่ กามสุขัลลิกานุโยค กับ อัตตกิลมถานุโยค

          - กามสุขขัลลิกานุโยค  หมายถึง การหมกมุ่นหลงใหลเพลิดเพลิน มัวเมาในความสุขทางกามคุณทั้งหลาย  อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส  สิ่งกระทบสัมผัสทางกาย ซึ่งเป็นทางที่ไม่สามารถบรรลุธรรมได้

         - อัตตกิลมถานุโยค หมายถึง การทรมานตน การทำตนให้ลำบาก การดำเนินชีวิตอย่างไร้จุดหมาย เช่น การบำเพ็ญตบะทรมานกายวิธีต่าง ๆ  หรืออาศัยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งการดำเนินชีวิตเช่นนี้ ก็ไร้ประโยชน์ มีแต่ความทุกข์ไม่ใช่ทางที่จะทำให้เกิดปัญญารู้ตามความเป็นจริงของสภาวธรรมได้  ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง

แล้วพระองค์ก็ได้ทรงแสดงทางที่ถูกต้อง ทางเพื่อความดับทุกข์ทั้งปวง โดยมีหลักในการปฏิบัติ มีองค์ประกอบ ๘ ประการ  เรียกว่า มรรค มีองค์ ๘ หรือ อริยอัฏฐังคิกมัคค์  ได้แก่

        ๑. สัมมาทิฏฐิ  ความเห็นชอบ  คือ รู้และเข้าใจถูกต้อง  เห็นถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

        ๒. สัมมาสังกัปปะ  ดำริชอบ  คือ  คิดที่จะออกจากการติดข้องในกามทั้งปวง  ไม่คิดอาฆาต     พยาบาท  ไม่คิดที่จะเบียดเบียนผู้อื่น

       ๓. สัมมาวาจา  เจรจาชอบ คือ พูดจาสุภาพ พูดแต่ความจริง ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ

      ๔. สัมมากัมนันตะ  กระทำชอบ  คือ ทำการงานที่สุจริต รู้จักรับผิดชอบในหน้าที่การงาน

      ๕. สัมมาอาชีวะ  อาชีพชอบ  คือ ประกอบอาทีพที่ไม่ผิดศีล  ไม่ผิดกฏระเบียบประเพณี และไม่ผิดกฏหมาย

      ๖. สัมมาวายามะ  ความพยายามชอบ  คือ  เพียรละสิ่งอกุศล  เพียรสะสมกุศลให้เพิ่มขึ้น เพียรระวังไม่ให้อกุศลเกิด  เพียรระวังกุศลที่มีไม่ให้เสื่อมไป

     ๗. สัมมาสติ  ระลึกชอบ  คือ  เจริญสติอยู่เนื่อง ๆ ระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏขณะนี้ตามความเป็นจริง

    ๘. สัมมาสมาธิ  ตั้งใจมั่นชอบ  คือ  เจริญความสงบของจิตอยู่เนื่อง ๆ  จิตมีความสงบจากกิเลส


 ๒. อริยสัจ ๔  แปลว่า  ความจริงอันประเสริฐของพระอริยะ หรือบุคคลผู้ห่างไกลจากกิเลส  ได้แก่

     ๑. ทุกข์  คือความไม่สบายกายไม่สบายใจ ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์  ต้องกำหนดรู้ตามความเป็นจริงว่า  ทุกข์เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย เกิดแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา เป็นเพียงสภาวธรรมปรากฏให้สติระลึกรู้ตามความเป็นจริง แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา

     ๒. สมุทัย  คือ  เหตุเกิดแห่งทุกข์  ต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงก็คือตัญหา ความติดข้องต้องการ ยินดีพอใจในสิ่งที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ

    ๓. นิโรธ  คือ  ความดับทุกข์ทั้งปวง วิมุตติ  เป็นโลกุตตรธรรม

    ๔. มรรค  คือ  ข้อปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์  อันได้แก่  มรรคมีองค์ ๘

 กิจกรรมในวันอาสาฬหบูชา  ทุกปี ๆ เมื่อถึงวันนี้  ก็จะมีการบำเพ็ญบุญด้วยการ ทำบุญ ตักบาตร ถือศีล  เวียนเทียน  สวดมนต์ปฏิบัติธรรม เพื่อน้อมจิตระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ปฏิบัติเพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวด้วย.

                         
                                 ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

                                                  ขออนุโมทนาค่ะ


                                        ........................................