หน้าเว็บ

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภัยของชีวิต




นะโมตัสสะ ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ
 
ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
สวัสดีค่ะ  ท่านผู้สนใจในพระธรรมทุกท่าน

การที่สัตว์โลกทั้งหลายต้องมีการเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏฏ์  ก็ด้วยเหตุว่ายังมีกิเลสและอกุศลจิตอยู่มากมาย ยังมีความผูกพันยึดติดในการให้และการรับอยู่มาก อันเป็นปรกติในชีวิตประจำวันของมนุษย์ความผูกพันยึดติดในการให้และการรับเป็นอกุศลจิต  อันเป็นเหตุให้เกิดภัยต่าง ๆ ของชีวิต  เช่น ภัยคือการเกิด  ภัยคือความแก่  ภัยคือความเจ็บไข้  ภัยคือความตาย.... เมื่อมีการเกิด (ชาติ) ก็จะต้องมีการแก่ (ชรา)....เมื่อมีการแก่ก็จะต้องมีความเจ็บป่วยไข้ (พยาธิ).....เมื่อมีการเจ็บป่วยไข้ก็จะต้องมีการตาย (มรณะ)  เหล่านี้ล้วนแต่เป็นภัยต่อชีวิต......นอกจากนั้นยังมีภัยอื่น ๆ อีก เช่น ราชภัย โจรภัย อุทกภัย อัคคีภัย  วาตภัย....ภัยคืออาชญา  ภัยคือทุคติ  ภัยคือการติเตียนตน  ภัยคือการติเตียนผู้อื่น และภัยอื่น ๆ อีกมากมายที่เกิดจากธรรมชาติบ้าง และภัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์บ้าง

"ภัย" คือการติเตียนตน เป็นภัยที่ละเอียดมาก เพราะเหตุว่าอกุศลมีมากมาย  การกระทำอกุศลกรรมทางกาย ทางวาจา หรือแม้แต่อกุศลที่เกิดกับจิต  ผู้ที่มีสติระลึกรู้อยู่เนือง ๆ ก็จะรู้ได้ว่า "อกุศล" เป็นสภาพธรรมะที่น่ารังเกียจมาก จึงเกิด "หิริ" คือความรังเกียจในอกุศลธรรมนั้น และเกิด "โอตตัปปะ" คือความเห็นโทษเห็นภัยของอกุศลต่าง ๆ  ดังนั้นจึงควรเพียรติเตียนตนเสมอ ๆ แม้เพียงอกุศลเล็กน้อยที่เกิดกับจิต  นอกจากนั้นยังมีภัยที่เกิดจากการติเตียนผู้อื่น ทำให้เกิดภัยร้ายแรงได้ เช่น อาชญาภัย  และยังมีภัยที่สำคัญมากคือทุคติภัย ซึ่งได้แก่ อบายภูมิ ๔  ได้แก่ นรก  อสุรกาย เปรต สัตว์เดรัจฉาน  ถึงแม้ว่าไม่มีใครปรารถนาอบายภูมิ  แต่ถ้าประกอบอกุศลกรรมอยู่เนือง ๆ  อันเป็นเหตุปัจจัยแก่อบายภูมิ  ก็จะต้องปฏิสนธิในอบายภูมิหรือทุคติภูมิได้  แต่ถ้าเป็นผลของกุศลกรรมก็จะทำให้ปฏิสนธิในสุคติภูมิ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้  ก็เป็นเรื่องภัยของชีวิต  ซึ่งเกิดจากกิเลสและอกุศลกรรมต่าง ๆ  ถ้าท่านใดพิจารณาตนเองอยู่บ่อย ๆ มาก ๆ  ก็ย่อมจะยิ่งมีโอกาสขัดเกลากิเลสที่ละเอียดมากขึ้น  เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรละเลยที่จะศึกษาพิจารณา ไตร่ตรองพระธรรมเทียบเคียงด้วย  เมื่อได้ยินได้ฟังพระธรรม อย่าเพียงแต่ฟังหรืออ่านแล้วเชื่อโดยขาดเหตุผล  ควรที่จะเทียบเคียงพิสูจน์พิจารณา อ้างอิงพร้อมทั้งเหตุผลด้วย จะได้ไม่เกิดภัยแก่ชีวิตเพิ่มขึ้น

สำหรับบทความนี้ หากมีข้อความตอนใดผิดพลาดประการใด  ผู้เขียนขอกราบขอขมาแด่พระรัตนตรัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย  และขออโหสิกรรมจากท่านผู้อ่านทุกท่านด้วย......ขออนุโมทนาทุกท่านค่ะ


วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อารมณ์หมายถึงอะไร





 
ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
สวัสดีค่ะ  ท่านผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่าน

คำว่า "อารมณ์" หมายถึงสิ่งที่จิตกำลังรู้  หรือสิ่งที่ถูกจิตรู้  เช่น  สิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏทางตาให้จิตเห็นเกิดขึ้น  สิ่งต่าง ๆ นั้นก็เป็นอารมณ์ของจิตเห็นขณะนั้น...เสียงปรากฏทางหู  เกิดจิตกำลังได้ยินเสียง  เสียงเป็นอารมณ์ของจิตขณะนั้น....กลิ่นปรากฏทางจมูก  เกิดจิตกำลังรู้กลิ่น  กลิ่นเป็นอารมณ์ของจิตขณะนั้น.....รสปรากฏที่ลิ้น เกิดจิตกำลังลิ้มรส  รสก็เป็นอารมณ์ของจิตขณะนั้น....การกระทบสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหว ตึงปรากฏทางกาย  เกิดจิตกำลังรู้เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหว ตึง  และเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหว ตึง ก็เป็นอารมณ์ของจิตขณะนั้น....เรื่องราวต่าง ๆ ที่จิตกำลังนึกคิด เรื่องราวต่าง ๆ  ก็เป็นอารมณ์ของจิตขณะนั้น  เพราะฉะนั้นเมื่อมีจิต  ก็จะต้องมีอารมณ์ให้จิตรู้ทุกครั้งไป  จิตจะเกิดขึ้นโดยปราศจากสิ่งที่ถูกรู้ (อารมณ์)ไม่ได้เลย....เมื่อมีจิตเกิดขึ้นขณะใด  ขณะนั้นจะต้องมีอารมณ์ให้จิตรู้ด้วย 

"จิต" เป็นสภาพธรรมะที่สามารถรู้ได้ทุกอย่าง..... สิ่งใดมีจริง เช่น รูป จิต เจตสิก นิพพาน จิตสามารถรู้ได้จิตสามารถรู้ได้ทั้งปรมัตถธรรมและบัญญัติธรรม....จิตเป็นปรมัตถธรรม เป็นธาตุรู้สภาพรู้  ไม่ว่าจะเป็นจิตของคนหรือจิตของสัตว์เดรัจฉาน  ก็เป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้เหมือนกันหมด  และเมื่อจิตเกิดขึ้น ก็จะต้องมีอารมณ์ให้จิตรู้เสมอ....จิตเป็นปรมัตถธรรมที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์ที่ปรากฏทางทวารต่าง ๆ   จิตเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่ามีเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น  ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยให้จิตเกิด  จิตก็จะเกิดไม่ได้เลย  เช่น ถ้ารูปไม่เกิดขึ้นกระทบตา (จักขุปสาทรูป)  จิตเห็น (จักขุวิญญาณ) ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย....ถ้าเสียงไม่เกิดขึ้นกระทบหู (โสตปสาทรูป)  จิตได้ยิน (โสตวิญญาณ) ก็จะเกิดไม่ได้เลย....ถ้าไม่มีกลิ่นกระทบที่จมูก (ฆานปสาทรูป) จิตรู้กลิ่น (ฆานวิญญาณ) ก็จะเกิดไม่ได้เลยเช่นกัน....ถ้ารสไม่เกิดขึ้นกระทบลิ้น (ชิวหาปสาทรูป)  จิตรู้รส (ชิวหาวิญญาณ) จะเกิดไม่ได้เลย....ถ้าไม่มีการกระทบสัมผัสทางกาย (กายปสาทรูป) เกิดขึ้น จิตรู้สัมผัส (กายวิญญาณ) เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหว ตึงก็จะเกิดไม่ได้เลย....จิตที่เกิดแต่ละประเภทนั้น  จะต้องมีเหตุปัจจัยหลายปัจจัย ที่จะทำให้จิตประเภทนั้น ๆ เกิดขึ้นได้....จิตมีทั้งหมด ๘๙ ประเภทหรือดวง (พิเศษ ๑๒๑ ประเภทหรือดวง) ...."อารมณ์" ก็เป็นปัจจัยประเภทหนึ่งที่ทำให้จิตและเจตสิกเกิดขึ้น  เรียกว่า อารัมณปัจจัย

สำหรับบทความนี้ก็เป็นเพียงขั้นพื้นฐานเท่านั้น  หากมีข้อความใดผิดพลาดประการใด  ผู้เขียนต้องขอกราบขอขมาแด่พระรัตนตรัย  และขออโหสิกรรมจากท่านผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย....ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านค่ะ