หน้าเว็บ

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อริยทรัพย์คืออะไร





ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
สวัสดีค่ะ ท่านผู้สนใจในธรรมะทุกท่าน

ท่านสะสมอริยทรัพย์แล้วหรือยัง....ถ้าหากว่ายังไม่ได้สะสมเลย....วันนี้ท่านเป็นผู้โชคดีมาก ๆ ที่จะได้รู้จักกับ "อริยทรัพย์"....ควรศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อน  แล้วจึงนำไปปฏิบัติ....พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อริยทรัพย์ คือ  ทรัพย์อันประเสริฐ มี ๗ ประการ.....ผู้ใดมีอริยทรัพย์ ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่จน เมื่อสิ้นจากความเป็นมนุษย์แล้ว จะมีที่ไปคือ สุคติภูมิ ย่อมเป็นผู้ไม่ตกไปสู่ที่ลำบาก ไม่ประสบกับความอดอยาก

อริยทรัพย์ ๗ ประการ ได้แก่

๑. ศรัทธา คือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โดยชอบ เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นผู้จำแนกธรรมทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม

๒. ศีล คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์, เว้นจากการลักทรัพย์, เว้นจากการผิดในกาม, เว้นจากการพูดปด, เว้นจากการดื่มสุราเมรัย

๓. หิริ คือ เป็นผู้มีความละอายต่อการกระทำทุจริต ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ความละอายต่อการกระทำอันเป็นอกุศลกรรมทั้งปวง

๔. โอตตัปปะ คือ เป็นผู้มีความสะดุ้งเกรงกลัว ต่อการกระทำทุจริต ทางกาย ทางวาจา ทางใจ สะดุ้งเกรงกลัวต่อการกระทำ อันเป็นอกุศลกรรมทั้งปวง

๕. สุตะ คือ พหูสูต เป็นผู้ที่ได้สดับ (ฟัง) มาก ทรงไว้ขึ้นใจ สามารถแทงตลอด ด้วยความเข้าใจ ด้วยความเห็นถูกตรง (สัมมาทิฎฐิ) ตามความเป็นจริงของสภาพธรรมะทั้งหลาย

๖. จาคะ คือ เป็นผู้มีจิตเป็นกุศล ไม่มีความตระหนี่ ยินดีในการสละเพื่อประโยชน์สุข ของผู้อื่นและส่วนรวม
ยินดีในการให้ทานและการจำแนกทานทั้งหลาย

๗. ปัญญา คือ เป็นผู้มีความเข้าใจตามความจริงของรูปธรรมนามธรรม  กำหนดรู้การเกิดดับของรูปธรรมนามธรรมตามความเป็นจริง จนสามารถประหารกิเลสเป็นสมุจเฉท บรรลุธรรมเป็นอริยบุคคล

อริยทรัพย์ ๗ ประการนี้ มีแก่บุคคลใด.... บุคคลนั้นได้ชื่อว่า "เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตไม่ไร้ประโยชน์"  ดังนั้นปุถุชนผู้หวังสุคติภูมิ หรือบรรลุพระธรรมขั้นอริยบุคคล.....จึงควรน้อมนำพระธรรมอัน ได้แก่ "อริยทรัพย์ ๗ ประการ" นี้ มาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อประโยชน์สุขในโลกนี้และโลกหน้าเถิด 

หากข้อความใดผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขอกราบขอขมาแด่พระรัตนตรัย และขออโหสิกรรมจากท่านผู้อ่านทุกท่าน ไว้ ณ ที่นี้ด้วย.......ขออนุโมทนาบุญกับผู้อ่านทุกท่าน

วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ขันติและขันติบารมี

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
สวัสดีค่ะ  ท่านผู้มีขันติทุกท่าน

ในชีวิตประจำของคนเรานี้....ถ้าขาดขันติเมื่อใด รับรองได้ว่าหาความสุขมิได้เลย....ขันติหรือความอดทนก็มีตั้งแต่ขั้น ขันติธรรมดาและขันติบารมี อันเป็นคุณธรรมที่สำคัญประการหนึ่ง ที่จะทำให้ถึงฝั่งพระนิพพาน

แต่ละท่านมีการสะสมอุปนิสัยมาไม่เหมือนกัน จึงมีการกระทำ ทางกาย ทางวาจาซึ่งแสดงออกมาแตกต่างกันไป ในทางกุศลบ้าง และในทางอกุศลบ้าง อันเป็นเหตุให้พอใจหรือไม่พอใจแก่บุคคลอื่นได้....ขันติเท่านั้นที่จะช่วยให้เรา อยู่ในสังคมร่วมกันได้อย่างสันติสุข

ขันติ....หมายถึง การรักษาปกติภาวะของตนไว้ได้ ไม่ว่าจะกระทบกับสิ่งอันเป็นที่ปรารถนา หรือสิ่งอันไม่เป็นที่ปรารถนา.....ขันติ หมายถึง ความอดทนและหนักแน่น....ลักษณะของความอดทนอดกลั้นก็คือ  อดทนต่อการกระทำความดี....อดทนต่อการไม่กระทำความชั่ว.....อดทนต่อการรักษาจิตไม่ให้เศร้าหมอง....อดทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ เช่น อากาศร้อน อากาศหนาวและฝน....อดทนต่อความทุกข์กาย เช่น การเจ็บป่วย ปวด เมื่อย.....อดทนต่อความทุกข์ทางใจ.....อดทนอดกลั้นต่อความโกรธ.....อดทนอดกลั้นต่อความไม่พอใจ......และอดทนอดกลั้นต่อกิเลสทั้งหลาย

ขันติ....เป็นตบะอย่างยิ่ง คืออดทนอดกลั้นต่ออารมณ์ที่มากระทบ.....ขันติ เป็นคุณธรรมฝ่ายกุศล....ขันติ เป็นเสมือนอาวุธ ไม่เบียดเบียนคนอื่นให้เดือดร้อน......ขันติ เป็นเสมือนสายน้ำกำจัดไฟคือความโกรธ.....ขันติ เป็นเสมือนบันไดสู่เทวโลกและพรหมโลก...ขันติ เป็นบานประตูปิดอบายภูมิ

ขันติบารมี.....คือ ความอดทนอดกลั้น เป็นโสภณธรรม (ธรรมฝ่ายดี) ควรอบรมด้วยความเข้าใจตามความเป็นจริงของสภาพธรรมะที่ปรากฏขณะนี้...เพราะเหตุว่ามี "ปัญญา" จึงมีความอดทนต่ออารมณ์ที่มากระทบ
เช่น อดทนต่อคำดูหมิ่นเหยียดหยามจากบุคคลอื่น...ผู้มีปัญญาย่อมอดทนอดกลั้นต่ออารมณ์และการกระทำที่ไม่ดีของผู้อื่น....ผู้มีปัญญาย่อมไม่โกรธตอบผู้อื่น  อันเป็นปัจจัยทำให้ "ขันติบารมี" เจริญยิ่งขึ้น....พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสรรเสริญ "ขันติ" เป็นคุณธรรมอย่างยิ่ง...ขอทุกท่านจงเป็นผู้เจริญขันติบารมียิ่ง ๆ ขึ้นนะคะ

หากข้อความใดผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขอกราบขอขมาแด่พระรัตนตรัยและขออโหสิกรรมจากท่านผู้อ่านทุกท่าน ไว้ ณ ที่นี้ด้วย....ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านด้วยค่ะ