หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สังขารธรรมและสังขารขันธ์





 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
สวัสดีค่ะ ท่านผู้สนใจในธรรมทุกท่าน

สังขารธรรม ได้แก่  ปรมัตถธรรม ๓  คือ จิต เจตสิก รูป.......นิพพานไม่ใช่สังขารธรรม  นิพพานเป็นวิสังขารธรรม.....สภาพของนามธรรมและรูปธรรมแต่ละชนิด เป็นสภาพธรรมที่แตกต่างกัน....จิตเป็นสภาพรู้  เวทนาเป็นสภาพความรู้สึก....จิตและเจตสิกเป็นสภาพนามธรรมคนละประเภท....ส่วนรูปเป็นสภาพที่ไม่รู้อะไร....สังขารธรรมหรือธรรมะทั้งปวง เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยจึงเกิดแล้วก็ดับไป....สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์  เพราะเหตุว่าสังขารธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง....ความไม่เที่ยงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์....จึงไม่ควรที่จะยึดถือธรรมทั้งปวงว่าเป็นตัวเราของเรา....สังขารธรรมตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

จิตที่เพลิดเพลินยินดีพอใจเป็น "ความสุข" นั้นก็ไม่เที่ยง เกิดแล้วก็ดับไป....สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์นั้น ไม่ใช่แต่เฉพาะทุกข์ทางกายที่มีการเจ็บปวด  ไม่สบายป่วยเป็นไข้  ความลำบากกาย ความเดือดร้อนกายเท่านั้น  ยังมีทุกข์เกิดขึ้นทางใจ.....ทุกข์ที่ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ   ทุกข์ที่ต้องประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจ ความเศร้าโศกพิไรรำพัน ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์ 

สังขารขันธ์.....รูปทั้งหมดแต่ละรูปเป็นรูปขันธ์.....จิตทั้งหมดเป็นวิญญาณขันธ์หรือนามขันธ์....สำหรับเจตสิกทั้งหมด ๕๒ ดวง ได้แก่  เวทนาเจตสิกเป็นเวทนาขันธ์ ๑ ดวง.....สัญญาเจตสิกเป็นสัญญาขันธ์ ๑ ดวง.....ที่เหลือเจตสิก ๕๐ ดวงเป็น "สังขารขันธ์".....สังขารขันธ์แต่ละดวงมีสภาพแตกต่างกันและทำหน้าที่ปรุงแต่งจิต ให้เป็นกุศลและอกุศลแล้วแต่เหตุปัจจัย....เพราะฉะนั้นสังขารธรรมจึงมีความหมายกว้างกว่าสังขารขันธ์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมตามสภาพความจริงของธรรมแต่ละประเภทว่า  ธรรมใดเกิดขึ้น ธรรมนั้นมีปัจจัยทำให้เกิด ธรรมที่เกิดขึ้นเป็น "สังขารธรรม"........ถึงแม้ว่า จิต เจตสิก รูป จะเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ก็ยากที่จะเห็นได้รู้ได้ และเบื่อหน่ายคลายความกำหนัด ละความยินดีพอใจ คลายความยึดถือในรูปธรรมนามธรรมได้....การที่จะเบื่อหน่าย ละความยินดี ความยึดถือในรูปธรรมนามธรรมได้นั้น จะต้องพิจารณาเห็นด้วยปัญญา  ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดังนี้ว่า "เมื่อใด บุคคพิจารณาด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง  เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์  นี้เป็นหนทางแห่งความบริสุทธิ์"  

สำหรับบทความนี้เป็นเพียงแบบย่อ ๆ เท่านั้น.....หากมีข้อความตอนใดผิดพลาดประการใด  ผู้เขียนขอกราบขอขมาต่อพระรัตนตรัย  และขออโหสิกรรมจากท่านผู้อ่านทุกท่านด้วย....ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน 

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อบายมุขหมายถึงอะไร



 
ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
สวัสดีค่ะ  ท่านผู้สนใจในธรรมทุกท่าน

อบายมุข หมายถึง ช่องทางแห่งความเสื่อมความฉิบหาย เป็นเหตุแห่งความวิบัติย่อยับเสื่อมเสียโภคทรัพย์และอื่น ๆ อีกมากมาย อบายมุขแบ่งเป็น ๖ ประการ


อบายมุข ๖  ทางแห่งความเสื่อมเสียย่อยยับ ๖  ประการ  ได้แก่

๑.  การติดสุราและของเสพติดมึนเมา  มีโทษ ๖  อย่าง  คือ
     ๑.๑   เสียทรัพย์สิน
     ๑.๒. ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท
     ๑.๓. ทำลายสุขภาพ
     ๑.๔. ทำลายและเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ
     ๑.๕. เป็นผู้ไม่มีความละอาย
     ๑.๖. บันทอนกำลังปัญญา

๒. การชอบเที่ยวกลางคืน  มีโทษ ๖  อย่าง  คือ
    ๒.๑.  เป็นการไม่รักษาตนรักชีวิต
    ๒.๒.  เป็นการไม่รักษาครอบครัว ลูกและภรรยา
    ๒.๓.  เป็นการไม่รักษาทรัพย์
    ๒.๔.  เป็นที่ระแวงของสังคม เป็นผู้ต้องสงสัย
    ๒.๕.  เป็นเป้าหมายให้ผู้อื่นใส่ร้ายในทางไม่ดีได้
    ๒.๖.  เป็นเหตุนำเรื่องเดือดร้อนมาให้ตนเองและครอบครัว

๓. การชอบดูการละเล่น  มีโทษ ๖  อย่าง  คือ
    ๓.๑.  อยู่ไม่ได้ มีการเต้นรำที่ไหนต้องไปที่นั่น
    ๓.๒.  อยู่ไม่ได้ มีขับร้องที่ไหนต้องไปที่นั่น
    ๓.๓.  อยู่ไม่ได้ มีดีดสีตีเป่าที่ไหนต้องไปที่นั่น
    ๓.๔.  อยู่ไม่ได้ มีเสภาที่ไหนไปที่นั่น
    ๓.๕.  อยู่ไม่ได้ มีเพลงที่ไหนต้องไปที่นั่น
    ๓.๖.  อยู่ไม่ได้ มีเถิดเทิงที่ไหนต้องไปที่นั่น

๔. การติดการพนัน เป็นนักพนัน ชอบเล่นการพนัน มีโทษ ๖ อย่าง  คือ
    ๔.๑.  เมื่อชนะย่อมก่อเวร
    ๔.๒.  เมื่อแพ้ก็เกิดการเสียดายทรัพย์ที่เสียไป
    ๔.๓.  เมื่อเสียทรัพย์หมดไปเห็นได้ชัด
    ๔.๔.  เมื่อเข้าที่ประชุม ไม่มีใครเชื่อในถ้อยวาจาที่กล่าว
    ๔.๕.  เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อนฝูง
    ๔.๖.  ไม่เป็นที่ประสงค์ของผู้ที่จะหาคู่ครอง เพราะเห็นว่าเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ

๕. การคบคนชั่วเป็นมิตร  ทำให้เกิดโทษ ๖  อย่าง  คือ
    ๕.๑.  คบนักการพนัน                        ๕.๔  คบนักลวงของปลอม
    ๕.๒.  คบนักเลงผู้หญิง                      ๕.๕. คบนักหลอกลวงต้มตุ๋น
    ๕.๓.  คบนักเลงเหล้า                        ๕.๖. คบนักเลงหัวไม้

๖. การเกียจคร้านการทำงาน  มีโทษ ๖  อย่าง  คือ
    ๖.๑.  มักอ้างหนาวนักแล้วไม่ทำงาน     ๖.๔.  มักอ้างยังเช้าอยู่แล้วไม่ทำงาน
    ๖.๒.  มักอ้างเย็นนักแล้วไม่ทำงาน       ๖.๕.  มักอ้างว่าหิวกระหายแล้วไม่ทำงาน
    ๖.๓.  มักอ้างร้อนนักแล้วไม่ทำงาน       ๖.๖.  มักอ้างอิ่มนักแล้วไม่ทำงาน

ช่องทางแห่งความเสื่อมย่อยยับฉิบหายเหล่านี้  เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจอย่างยิ่ง  ฉะนั้นบุคคลผู้ทราบโทษของอบายมุข ๖ แล้ว..... พึงควรที่จะละเว้นเสีย เพื่อความสุขความเจริญยิ่งแห่งชีวิต

บทความนี้หากมีข้อความใดผิดพลาดประการใด  ผู้เขียนขอกราบขอขมาแด่พระรัตนตรัย  และขออโหสิกรรมจากผู้อ่านทุกท่าน ไว้ ณ ที่นี้ด้วย......ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน