หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ขันธ์ ๕ ได้ชื่อว่า "อุปาทานขันธ์" เพราะเหตุใด





 
ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
สวัสดีค่ะ  ท่านผู้สนใจในธรรมทุกท่าน

ขันธ์ ๕  ได้ชื่อว่า "อุปทานขันธ์"....เพราะเหตุว่าเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ....ผู้ไม่ใช่พระอรหันต์ยังยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕  ยึดถือร่างกายว่าเป็น "เรา" ....ยึดมั่นใน "นามขันธ์และรูปขันธ์" ว่าเป็นตัวตน สัตว์ บุคคล เป็นเรา....เรายึดมั่นในรูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์และวิญญาณขันธ์  เพราะเหตุว่าไม่รู้จักขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง  ดังนั้นจึงเป็น "ทุกข์"

ตราบใดที่ขันธ์ ๕  ยังเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ  ตราบนั้นก็เหมือนกับคนป่วยเพราะถูกโรคเบียดเบียน.....พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสแก่ นกุลบิดาคฤหัสผู้เฒ่า ให้พิจารณาว่า "เมื่อมีกายกระสับกระส่ายอยู่  จิตขอเราจะไม่กระสับกระส่าย"  พระสารีบุตรได้ขยายความว่า "ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้  มิได้รับการแนะนำในอริยธรรม  ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑.....ย่อมเห็นรูปในตน ๑....ย่อมเห็นตนในรูป ๑.....เป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า...เราเป็นรูป...รูปของเรา  เมื่อเขาตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า เราเป็นรูป  รูปของเรา  รูปนั้นย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป  เพราะเหตุว่ารูปแปรปรวนเป็นอื่นไป  โสกะ (ความเศร้าโศก), ปริเทวะ (ความร่ำไรรำพัน) , ความทุกข์ (ความไม่สบายกาย), โทมนัส (ความไม่สบายใจ), อุปายาส (ความคับแค้นใจ) จึงเกิดขึ้น....ย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ๑....ย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตน ๑........ย่อมเห็นสังขารโดยความเห็นตน ๑....ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑....ด้วยเหตุนี้แล  บุคคลจึงชื่อว่า เป็นผู้มีกายกระสับกระส่าย  เป็นผู้มีจิตกระสับกระส่าย"

พระสารีบุตรได้ทรงขยายความอีกว่า  "บุคคลแม้เป็นผู้มีกายกระสับกระส่าย  แต่หาเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่ายไม่  คืออริยสาวกในพระธรรมวินัย...ย่อมไม่เห็นรูปโดยความเป็นตน ๑....ย่อมไม่เห็นเวทนาโดยเป็นตน ๑....ย่อมไม่เห็นสัญญาโดยความเป็นตน ๑....ย่อมไม่เห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑....ย่อมไม่เห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑...เมื่อพระอริยาสาวกไม่ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่น  .....เมื่อวิญญาณแปรปรวนเป็นอย่างอื่น  เพราะวิญญาณแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป  โสกะ  ปริเทวะ ทุกข์  โทมนัสและอุปายาส จึงไม่บังเกิดขึ้น.....อย่างนี้แล  บุคคลแม้มีกายกระสับกระส่าย  แต่หาเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่ายไม่"

ตราบใดที่ยังยึดมั่นในขันธ์ ๕  ก็ยังเป็นเสมือนคนป่วย  แต่จะหายได้ก็ต่อเมื่อจิตได้ประจักแจ้งในขันธ์ ๕  ตามความเป็นจริงว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (บังคับบัญชาไม่ได้).....และตราบใดที่ยังยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕  ก็จะต้องเกิดในภพชาติต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด....เพราะฉะนั้นควรอบรมเจริญมรรคมีองค์ ๘   เพื่อที่จะได้เป็นปัจจัยปรุงแต่งจิตให้เริ่มรู้สภาพตามความเป็นจริงของขันธ์ ๕  ซึ่งเป็นหนทางไปสู่ความดับทุกข์ทั้งปวง  ไม่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตายอีกต่อไป....บุคคลผู้ที่จะดับภพชาติได้นั้น  จะต้องเป็นผู้บรรลุพระสัททธรรมขั้นสูงสุด คือ ขั้นอรหันตบุคคล


สำหรับบทความนี้ก็เป็นเพียงย่อ ๆ  หากมีข้อความใดผิดพลาดประการใด  ผู้เขียนขอกราบขอขมาต่อพระรัตนตรัย ไว้ ณ ที่นี้....และขออโหสิกรรมจากท่านผู้อ่านทุกท่านด้วย.....ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน